2011年1月24日星期一

การขนส่งผู้โดยสันและการท่องเที่ยวที่เมือง Lahsa(拉萨)


แผนที่ของเมืองลาซา





 ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของเมืองลาซา

  •      เมืองลาซา เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบต เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน คำว่า "ลาซา" ในภาษาทิเบตหมายความว่า "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "พุทธสถาน"
  •      เมืองลาซา (拉萨) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเองทิเบต ในภาคตะวันตกของจีน บริเวณตอนกลางของที่ราบสูงทิเบต ค่อนไปทางทิศเหนือของเทือกเขาหิมะลัย ในแถบชายฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำลาซาซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำหยาหลู่จั้งปู้ เจียง  
  •      ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลาซา เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและศาสนาของทิเบต พระราชวังโปตาลาที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองลาซาอย่างสง่างามนั้น เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแห่งหิมะกระทั่งรวมถึงทั่วทั้งที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต พระตำหนักที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลสูงสุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ของทิเบต   
  •        เมืองลาซามีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ของตน มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เมืองลาซารูปลักษณ์ใหม่โดยถือเอาพระราชวังโปตาลาและถนนแปดเหลี่ยมเป็นใจกลาง เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ของที่ทำการไปรษณีย์ อาคารสำนักข่าว โรงแรมลาซา โรงแรมทิเบต และสิ่งก่อสร้างที่เป็นสไตล์ทิเบตและรูปแบบใหม่

      บนถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนจากพื้นที่ต่างๆ ของทิเบต หลายคนยังคงสวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองของชนเผ่าทิเบต กงล้อมนตราในมือและลูกประคำที่ถืออยู่ตลอดแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้ซึมซับ อยู่ในวิถีชีวิตของชาวทิเบต การได้ร่วมฉลองปีใหม่กับชาวทิเบตตามปฏิทินทิเบต และได้เที่ยวเทือกเขาหิมะน้ำแข็ง ทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสชีวิตที่แตกต่างอย่างได้อรรถรส
 การเดินทางไปถึงเมืองลาซาใช้ได้ 3 วิธี  
 

แหล่งท่องเที่ยวในเมืองลาซา
วังโปตาลา(
Potala Palace )สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่7 ตอนนั้นเรียก"วังภูเขาแดง"ต่อมาค่อยๆทรุดโทรมลงพร้อมกับราชวงศ์ถู่ปอ จึงถูกทิ้งไว้เรื่อยมา เมื่อศตวรรษที่17 ทะไลลามะองค์ที่5ได้ทรงสร้างวังที่สง่างามบนฐานของวังภูเขาแดง เรียกว่า"วังโปตาลา" 



               จากนั้น วังโปตาลาก็กลายเป็นศูนย์การเมืองและศาสนาของทิเบตมาโดยตลอด เมื่อปี1994 องค์การยูเนสโก้จัดให้วังโปตาลาอยู่ในรายชื่อ"มรดกวัฒนธรรมโลก"ด้วยศิลปะสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สง่างามของชนชาติทิเบตและโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ตลอดจนของล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เก็บรักษาไว้ในวัง
      หออัญมณี ดังกล่าวตั้งอยู่ในเมืองหิมะที่อยู่ด้านล่างตรงหน้าวังโปตาลา พื้นที่ก่อสร้างกว่า 2,000 ตารางเมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ค่าก่อสร้างกว่า 10 ล้านหยวน 
        วัตถุโบราณที่จัดแสดงในหอฯ ที่สำคัญจะเป็นของพุทธศาสนาสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) เช่น คัมภีร์ฉบับภาษาทิเบต ตังกาที่เป็นผลิตภัณฑ์เย็บปักถักร้อย พระพุทธรูป ฯลฯ ซึ่งหาพบได้ยาก
        บนภูเขาแดงของเมืองลาซา(Lhasa) เมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีวังโปตาลาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกตั้งเด่นตระหง่าน เพื่ออนุรักษ์วังศักดิ์สิทธิ์ในใจของประชาชนทิเบตแห่งนี้

     

  1. การเลือกนั่งรถยนต์ ได้ โดยสะดวกกว่ายางพาหนะอื่น
  2. การเลือกนั่งรถไฟเส้นทางได้จาก Cheng Du ไป Lahsa ;Xining ไป Lahsa ;  Guangzhou  ไป Lahsa ;  Shanghai  ไป Lahsa
  3.  การเลือกนั่งเครื่องบินไปถึงเมือง Lahsa

ข้อมูลเกี่ยวกับเมือง Lhasa จีน เขตปกครองตนเองทิเบต
  • ดวงอาทิตย์ขึ้น ณ เวลา 08:50โมงเช้า
  • ดวงอาทิตย์ตก ณ เวลา 19:25โมงเย็น
  • แลตติจูด เท่ากับ 29° 40’ N
  • ลองจิจูด เท่ากับ 91° 08’ E
  • ตั้งอยู่ในเขตเวลา China Standard Time
  • เวลามาตรฐานที่แตกต่างเมื่อเทียบกับ UTC/GMT เท่ากับ +8 ชั่วโมง
  • ไม่มีการใช้เวลาออมแสง
  • เขตเวลาชดเชยในปัจจุบันคือ +8:00
  • รหัสเมือง 5 หลักของ Lhasa คือ CNLXA
ข้อมูลสกุลเงิน จีน:
  • รหัสสกุลเงิน CNY
  • ชื่อสกุลเงิน Yuan Renminbi

2011年1月5日星期三

ทำไมคนไทยถึงเรียกชื่อชาติอื่น จีน ญี่ปุ่น พม่า กัมพูชา ฝรั่งเศส แตกต่างจากภาษาอังกฤษ


ทําไมคนไทยถึงเรียกประเทศไชน่า ว่า จีน เรียกเจแปน ว่า ญี่ปุ่น เรียก เมียนม่าร์ ว่า พม่า เรียก แกมโบเดียน ว่า กัมพูชา เรียกฟรานซ์ว่าฝรั่งเศส

ตอบ เริ่มจากชาติแรก การเรียก ไชน่า-China ว่า จีน มีคำอธิบายจากนักเขียน-นักแปล โชติช่วง นาดอน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ว่า ชาวไทยในแหลมทองรู้จักคำว่าจีนมานานแล้ว ในโคลงเรื่อง ท้าวฮุ่งหรือเจือง ตอนที่กล่าวถึงดินแดนต่างๆ ก็แยกชัดเจนระหว่างจีนกับฮ่อ และสำหรับชาวไทย ใช้คำ จีน-Cina-Chine-China แพร่หลายมากที่สุด
ตำราเรียนและหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป เขียนตามสมมติฐานที่ว่า ชื่อประเทศจีน มาจากชื่อรัฐ ฉิน ของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวง) สำหรับชื่อที่ต่างชาติเรียกจีน ว่า จีน มาจากคำ จีนะ ซึ่งพบในอักษรสันสกฤตโบราณด้วย
อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ เรียกจีนว่า จีนะ แล้วแพร่หลายถึงยุโรป กระทั่งเรียกประเทศจีนว่า China สืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ ขณะที่เอกสารของกรีกและโรมัน มีคำเรียกประเทศจีนอีกคำหนึ่งว่า Serice อธิบายกันว่าหมายถึงประเทศแห่งผ้าไหม และเรียกชาวจีนว่า Seree
ส่วนกลุ่มประเทศมุสลิมยุคนั้นเรียกจีนว่า Temghaj, Tomghaj, Tohgaj ซึ่งเชื่อว่ามาจาก สกุลของฮ่องเต้ราชวงศ์เป่ยเว่ย (ค.ศ.386-534) ที่ภาษาจีนเรียกว่าถาป๋า

2.เรียก เจแปน-Japan ว่า ญี่ปุ่น เว็บไซต์อุทยานการเรียนรู้ต้นแบบ (TK Park) มีข้อมูลว่า คำว่า ญี่ปุ่น ไทยรับจากคนจีน
เช่น ภาษาแต้จิ๋ว เรียกว่า หยิบปึ้ง ภาษากวางตุ้งเรียก ยาตปุน ภาษาฮกเกี้ยนเรียก ยิต-ปุน ยังมีเรียก ยื่อเปิ่น ด้วย คนไทยฟังไม่ชัดเลยมาเป็นญี่ปุ่น ส่วนคำว่า เจแปน พวกโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายทางเอเชียตอนแรกๆ เรียกตามภาษาจีนท้องถิ่นโดยเพี้ยนเป็น จาปอง
3.เรียก เมียนมาร์-Myanmar ว่า พม่า ราชบัณฑิตยสถานอรรถาธิบายว่า พม่าเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการมาแล้วหลายครั้งหลังจากได้รับเอกราช พ.ศ.2491 ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Union of Burma คือ สหภาพพม่า
จนถึง พ.ศ.2503 ได้เปลี่ยนใช้ว่า The Socialist Republic of the Union of Burma ราชบัณฑิตยสถานและกระทรวงการต่างประเทศจึงกำหนดชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า โดยที่พม่าใช้ชื่อนี้จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2531 ก่อนเปลี่ยนกลับไปใช้ The Union of Burma
กระทั่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น The Union of Myanmar คำว่า Myanmar เมื่อถอดอักษรโรมันเป็นอักษรไทย ออกเสียงตามตัวเขียนว่า มยันมาร์ หรือ มยันม่าร์ แต่พม่าไม่มีเสียงพยัญชนะ ร และ ง ถ้าคำใดมี ร และ ง จะออกเสียงเป็น ย และ น แทน เช่น ร่างกุ้ง เป็น ยานกูน หรือ อิระวดี เป็น อิยาวดี เป็นต้น
คำ Myanmar ถอดตามตัวเป็นอักษรไทยเป็น มรันมา ขณะที่เจ้าของภาษาออกเสียงฟังได้ทั้ง เหมี่ยนหม่า และเมียนม่า กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศหารือกับราชบัณฑิตยสถานว่าสมควรจะกำหนดการเรียกชื่อประเทศพม่าที่ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการนี้อย่างไร ราชบัณฑิตยสถานโดยคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยเห็นว่า คนไทยรู้จักและมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศนี้ในชื่อว่า พม่า มาแต่โบราณกาล จึงเห็นควรให้เรียกชื่อนี้อย่างเป็นทางการว่า สหภาพพม่า ตามที่เคยใช้มาแต่เดิม
4.เรียก แกมโบเดีย-Cambodia ว่า กัมพูชา อาจารย์ศานติ ภักดีคำ ภาคภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า เราเรียกชื่อประเทศเพื่อนบ้านเราตามเอกสารโบราณสมัยอยุธยา ซึ่งก็มีการบันทึกว่ากรุงกัมพูชาแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ปัจจุบันชื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรในภาษาอังกฤษ แต่ประเทศกัมพูชาที่ไทยเรียกก็จะคงอ่านตามรูปคำเขียนโบราณที่มีบันทึกอยู่ในอดีตที่เราคุ้นเคย
5.เรียก ฟรานซ์-France ว่า ฝรั่งเศส โดยที่ ฝรั่งเศส เรียกประเทศตัวเองว่า ฟร้องซ์ คนฝรั่งเศสผู้ชายหรือภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ฟรองเซส์ (เพศหญิง เรียก ฟรองแซส Francaise) คำเรียก ฝรั่งเศส ของเราออกตามเสียงอ่านแบบฝรั่งเศส


   ที่มา (http://www.pattanakit.net/index.  05,01,2554)

อีกบทความที่หมดกับเราถามไว้

คำว่า ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน คำเหล่านี้มาจากไหน?
 
           เคยสังเกตุไหมครับว่า ที่เราเรียกชาวยุโรปและอเมริกาว่าฝรั่ง ซึ่งคนเหล่านั้นเขาก็ไม่ได้เรียกตัวเขาเองว่าฝรั่ง หรือญี่ปุ่นและจีน เขาก็ไม่ได้เรียกตัวเขาเองว่าญี่ปุ่นหรือจีน มีท่านใดทราบที่มาแห่งคำเรียกขานนี้ไหม

คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต

๓ คำถามนะคะ ตอบไล่ไปทีละข้อนะคะ

ฝรั่ง ไม่เรียกตัวเองว่าฝรั่ง ฝรั่ง เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชนผิวขาว ที่มาจากทวีปอเมริกาเหนือ - ใต้ ทวีปยุโรป และออสเตรเลีย จะตาน้ำข้าวหรือนัยน์ตาสีอื่นใด จะผมทองหรือผมสีอื่นก็ตาม คำว่า ฝรั่ง มีที่มาจากภาษาอาหรับ ว่า ฟารานจิ [Faranji] แล้วแผลงเป็น ฟิริงกิ [Firingi} ในภาษาเปอร์เซีย แต่การเรียกฝรั่งว่าฝรั่งของคนไทยเป็นการเรียกตามอย่างที่คนอินเดียเรียกฝรั่งว่า ฟรังคีสมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือคำแปลปาฐกถาเรื่อง "คติของฝรั่งที่เข้ามาเมืองไทย ความว่า"ชาวยุโรปแรกมาอยู่ในประเทศสยาม มีแต่โปรตุเกสชาติเดียวตลอดเวลาเกือบร้อยปี แต่ไทยเรียกฝรั่งตามอย่างชาวอินเดีย ซึ่งเรียกชาวยุโรปไม่ว่าชาติใด ๆ ว่า "ฟรังคีส" ไทยจึงเรียกว่า "ฝรั่ง" ทั้งยุโรปและอเมริกามาจนทุกวันนี้"

           คนจีนก็ไม่เรียกตัวเองว่าจีน ในภาษาจีนกลาง เรียกประเทศว่า จงกว๋อ 中国 คนจีนเรียกตัวเองว่า จงกว๋อเหริน 中国人แต้จิ๋ว เรียกประเทศว่า ตงก๊ก เรียกตัวเองว่า ตงนั้ง หรือตึ่งนั้ง แปลเหมือนกัน ว่า คนกลาง และ ประเทศกลาง เป็นการเรียกตัวเองโดยถือคติเดียวกับที่คนอินเดียเรียกประเทศตัวเองว่า มัธยมประเทศ คือให้ความสำคัญกับประเทศตัวเองและเผ่าพันธุ์ของตัวเองน่ะค่ะ
ข้อมูลจาก สารานุกรมไทย อธิบายว่า คำว่าจีนนั้น ไม่ได้มาจากราชวงศ์จิ๋น หรือจิ๋นซี แต่มีที่มาจากคำว่า จีนะ หรือ จีนา เป็นคำภาษาสันสกฤตที่ใช้เรียกจีน มีปรากฏในเอกสารเก่าแก่ต่าง ๆ เช่น
-คัมภีร์มานวธรรมศาสตร์
- กาพย์มหาภารตะ (ราวพ.ศ.๘๕๗ )สมัยราชวงศ์เซียง (ก่อนพ.ศ. ๑๒๒๓ - ก่อนพ.ศ.๕๘๐) ซึ่งมาก่อนราชวงฉิน หรือจิ้น (พ.ศ. ๒๙๗ - ๓๑๖) มีคำว่า จีน ใช้อยู่ก่อนแล้ว กว่าพันปี โดยสารานุกรมอธิบายว่า"กษัตริย์อินเดียเคยตรัสว่าพระองค์เคยกรีธาทัพหลวงขึ้นไปทางเหนือของประเทศอินเดีย พบดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรื่องมาก ประชาชนมีสติปัญญาดี จึงขนานนามดินแดนนั้นว่า จีน" ซึ่งพจนานุกรมสันสกฤต - จีน ของพระธรรมาจารย์หุ้ยอ้วง สมัยราชวงศ์ถัง ให้ความหมายคำว่า จีน จีนา นี้ ว่า "คิดค้น" เนื่องจากประชาชนของประเทศนี้เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น จึงได้ชื่อว่า จีน

       ต่อมาคำว่า ญี่ปุ่น คำนี้เป็นคำที่คนไทยเรียกทั้งคนและประเทศญี่ปุ่น เข้าใจว่า มาจากภาษาจีน ไทยเรียกตามเสียงที่คนจีนเรียกคน,ประเทศญี่ปุ่น แต่ออกเสียงให้มันง่ายตามลิ้นคนไทย ( ก็ออกเสียงแบบจีนมันยากนี่นา) 日本 จีนกลาง ออกเสียงว่า รื่อเปิ่น จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า ยิกเปิ่น คนไทยก็เลยเรียก ญี่ปุ่น ค่ะ
 
     ที่มา (http://th.answers.yahoo.com/question/index.  05,01,2554)

2010年12月10日星期五

รถไฟเส้นทางของประเทศจีน

(http://image.baidu.com,2553,12,11/)

@คุณลักษณะของรถไฟจีน

ขนนะของรถไฟมีประเภพ
รางกว้าง:1435mm,รางกว้างมาตรฐาน
รางกว้าง :1000ฉพาะในมณฑลยูนนานมี
รางกว้าง:ต่ำกว่า1000mmใช้เป็นหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือป่าไม้และเหมืองแร่

@ความยาวรวมของทางรถไฟในประเทศจีน
   นปี 2006 ของจีนระยะการดำเนินงานทางรถไฟรวม 76,600 km, ภายในปี 2010 ระยะทางรถไฟของจีนรวมสุด 90,000 กม. ; เพื่อ 2020 ระยะทางรถไฟของจีนจะถึง 10 ล้านกิโลเมตร
 
  @ประเทศจีนพัฒนาระบบรถไฟทั่วประเทศ   
  เป็นที่แน่นอนแล้วว่าใน ค.ศ.2020 จีนจะก้าวขึ้นสู่ผู้นำของโลกเต็มตัว ในเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจการขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางราง และโดยเฉพาะการขนส่งผู้โดยสารโดยรถไฟฟ้าความเร็วสูง (China Railways Highspeed, CRH) จะมีสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพิ่มขึ้น 1,066 สถานี ใน ค.ศ.2020         รัฐบาลจีนมีโครงการทั้งระยะสั้นและระยะยาว สำหรับระยะสั้น ใน ค.ศ.2012 จะขยายเส้นทางระบบรางทั้งหมดให้ได้ 110,000 กิโลเมตร ในจำนวนนี้ 13,000 กิโลเมตรจะเป็นรางสำหรับรถไฟความเร็วสูงสำหรับผู้โดยสารโดยเฉพาะ (Passenger Dedicated Lines, PDL) ซึ่งรวมแล้วจีนจะมีโครงข่ายรางรถไฟความเร็วสูงมากถึง 16,000 กิโลเมตร มีการพัฒนาระบบรางอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมไปถึงการสร้างรางคู่และขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า      


  สำหรับรถไฟฟ้าในชุมชนเมือง (Urban Rail Transit) ใน 15 เมือง จะได้รับการขยายเส้นทางจากเดิม 714 กิโลเมตร เป็น 2447 กิโลเมตร กำหนดแล้วเสร็จใน ค.ศ.2015 โดยใช้งบฯลงทุนสร้างและพัฒนาจำนวน 6,234 พันล้านหยวน (915 พันล้านเหรียญ)         จีนได้เพิ่มงบฯลงทุนเพื่อพัฒนาระบบรางเป็นระยะๆ ต่อเนื่องตลอดมา ตั้งแต่ ค.ศ.1998 โดยใช้งบฯเฉลี่ยระยะแรก ปีละ 106 ล้านหยวน (ประมาณ 15.5 พันล้านเหรียญ) เพิ่มเป็น 162.3 พันล้านหยวนในปี ค.ศ.2005 สำหรับปี ค.ศ.2006 เพิ่มเป็น 284.4 พันล้านหยวน เพิ่มเป็น 328 พันล้านหยวนสำหรับ ค.ศ.2007 และในปีที่ผ่านมา ค.ศ.2008 ได้เพิ่มเป็น 350 พันล้านหยวน   


     ถือเป็นแผนหนึ่งที่รองรับวิกฤตเศรษฐกิจของโลก และเพิ่มการจ้างแรงงานของชาติกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี เฉพาะในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างเมืองเซี่ยงไฮ้กับกรุงปักกิ่งเพียงสายเดียวต้องใช้คอนกรีตทำเสาตอม่อถึง 17 ล้านตัน และเหล็กเส้นเป็นจำนวนมากกว่าที่ใช้ทำสนามกีฬาเรือนรังนกของกีฬาโอลิมปิค 120 เท่า ใช้คนงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน         ในขณะที่มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) มีตัวเลขคนว่างงานถึง 20 ล้านคนในปีที่ผ่านมา งานพัฒนาการขนส่งระบบรางทั่วประเทศจึงมีส่วนช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างเห็นได้ชัด     


  นักวิเคราะห์ของบริษัท โกลด์แมนแซก (Glodman Sachs) ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจของจีนเริ่มฟื้นตัวแล้ว และพยากรณ์ว่าจะขยายตัวระหว่างร้อยละ 7.3 ถึง 8.3 ในปีหน้า        หลายคนถามว่าทำไมจีนถึงฟื้นตัวได้เร็ว ในขณะที่สหรัฐอเมริกาที่ยังต้องการการอัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐเป็นรอบสอง จีนได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่องตลอดมาไม่ว่าจะเป็นสะพาน ท่าเรือ ถนน ทางด่วน และโดยเฉพาะระบบรางนั้นจีนได้เริ่มพัฒนาอย่างเร่งรีบมาตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้ว      
  ประเทศจีนพร้อมเสมอสำหรับงานก่อสร้างทุกขนาด มีบริษัทก่อสร้างของรัฐ 3 บริษัท ที่สามารถรับเหมาการก่อสร้างงานระบบรางทั่วประเทศ บริษัทก่อสร้างใหญ่ที่สุดชื่อบริษัท ซีอาร์ซีซี (China Railway Construction Company, CRCC) แจ้งว่าปีที่แล้วบริษัทได้รับพนักงานใหม่ ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนกว่า 14,000 คน ส่วนใหญ่ด้านวิศวกรรม         และในปีนี้จะจ้างเพิ่มอีก 20,000 คน และกรรมการอีก 8,000 คน เพื่อเร่งงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายเมืองเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่ง       

ที่น่าสนใจมากคือ วิศวกรของจีนสามารถใช้ทักษะและเทคโนโลยีเข้าช่วย ทำให้ลดค่าก่อสร้างลงจาก 700 ล้านหยวนต่อกิโลเมตร เหลือเพียง 500 ล้านหยวนต่อกิโลเมตร         สำหรับรถไฟฟ้าเมโทร (Urban Rapid Transit) และสำหรับรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit System, LRT) นั้น สามารถลดลงเหลือเพียง 200 ล้านหยวนต่อกิโลเมตร โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้าช่วยผสมกับการประยุกต์ของทักษะและประสบการณ์ของวิศวกร และช่างก่อสร้าง      

และที่น่าสนใจมากคือคุณภาพที่เพิ่มขึ้นสวนกับกระแสของราคาที่ลดลง วัดได้ง่ายๆ จาก ความสะดวกสบาย ความนิ่มนวล จากโครงสร้าง ตัวรถ และอุปกรณ์ ที่ผู้โดยสารได้รับในขณะเดินทาง        โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างกรุงปักกิ่งกับเมืองเทียนสิน (Tianjin) เป็นตัวอย่าง         รวมไปถึงการบริการของพนักงานที่สุภาพเรียบร้อย ประทับใจผู้โดยสาร ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าก่อนออกเดินทาง พนักงานบริษัทการรถไฟทุกคนจะช่วยกันทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายใน เตรียมความพร้อม ตรวจระบบไฟอาณัติสัญญาณ และอุปกรณ์ความปลอดภัย กล่าวยืนยันการปฏิบัติกันด้วยวาจาเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นรถ        รถไฟของจีนจะได้รับการพัฒนาให้เป็นโครงข่ายต่อเชื่อมกันทั้งประเทศ ทั้งระบบรถไฟธรรมดาและโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงสำหรับผู้โดยสารโดยเฉพาะ เป็นโครงข่ายที่นำสมัย จุดประกายให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ นอกเหนือไปจากที่เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของช่างก่อสร้าง ช่างเทคนิคเฉพาะทาง และวิศวกรทุกสาขา         ตัวอย่างเห็นได้ชัด เช่น บริษัทก่อสร้างงานรถไฟของจีน (CRCC) ชนะการประมูลงานก่อสร้างระบบรางในหลายประเทศ เช่น แอลจีเรีย (Algeria) ลิเบีย (Libya) และซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และคาดกันว่าในอนาคตหลัง ค.ศ.2020 เมื่อการพัฒนาระบบรางในประเทศลดปริมาณลง ประเทศจีนจะสามารถเพิ่มการส่งออก ครองตลาดงานก่อสร้างระบบรางในประชาคมโลก    

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากผ่านการร่วมลงทุนธุรกิจการค้า โดยเฉพาะด้านการผลิตหัวรถจักร ตัวรถไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ด้านอุปกรณ์ต่างๆ ด้านฮาร์ดแวร์ เท่านั้น แต่ได้รวมไปถึงงานด้านโปรแกรมควบคุม หรือซอฟต์แวร์ และสิทธิบัตรต่างๆ จำนวนมากด้วย        เนื่องจากการขยายตัวของระบบรางในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์รถไฟรถไฟฟ้าต่างชาติมุ่งไปที่ตลาดภายในของประเทศจีน แต่ในขณะเดียวกัน จีนเองก็มีนโยบายสร้างตลาดนอกประเทศเพื่อส่งสินค้าออกไปพร้อมๆ กันด้วย        คุณเซ็ง เจียน (Zheng Jian) ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงาน กระทรวงรถไฟฟ้าของจีน แถลงว่า จีนกำลังพัฒนาตัวรถไฟฟ้า (electric multiple unit, emu) ที่วิ่งได้ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับใช้ในประเทศและเพื่อส่งออก รองรับความต้องการของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัท ซีเอ็นอาร์ (CNR) ซึ่งเป็นผู้สร้างรถไฟฟ้ารายหนึ่ง ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกอย่างรีบเร่ง ตามสัญญาสั่งซื้อจากประเทศออสเตรเลีย เป็นจำนวน 626 ตู้        นอกเหนือไปจากสัญญาสั่งซื้อจาก กรุงริโอเดอจาเนโร (Rio de Janeiro, Brazil) และเมกกะเมโทร (Mecca Metro) ของประเทศซาอุดีอาระเบีย         และล่าสุดจีนได้ลงนามเซ็นสัญญารับผลิตรถให้บริษัท ฮ่องกงเมโทร (MTR) เป็นมูลค่า 142 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ สำหรับรถไฟฟ้า 10 ขบวน ขบวนละ 10 ตู้ ผู้จัดการโครงการของบริษัท ซีเอ็นอาร์กล่าวว่า ถ้าฮ่องกงเมโทรรับรถจากซีเอ็นอาร์ก็เป็นที่แน่ชัดว่า บริษัท ซีเอ็นอาร์ก็สามารถผลิตรถให้ทุกเมืองในโลกได้ 

@  นโยบายพัฒนาประเทศของจีน       

    จีนมีนโยบายกระจายความเจริญเฉลี่ยไปให้ทั่วประเทศ โดยพยายามใช้การขนส่งระบบราง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเป็นตัวช่วยในการระบายพลเมืองที่กระจุกตัวกันอยู่ทางเมืองท่าริมมหาสมุทรฝั่งตะวันออกให้อพยพกันไปอยู่ในส่วนกลางและด้านตะวันตกของประเทศ        เรียกนโยบายนี้ว่า โกเวสต์ (Go West)

       โดยเพิ่มงบฯพัฒนาท้องถิ่น ชุมชนเมืองภาคกลางและภาคตะวันตก เน้นการขนส่งระบบราง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงให้เป็นเครือข่ายคล้าย ใยแมงมุมสี่เส้นทางหลัก เหนือ ใต้ ตั้งแต่เหนือสุดที่เมืองฮาร์บิน (Harbin) จนถึงใต้สุดที่เมืองเสิ่นเจิ้น (Shenzhen) และสี่เส้นทางหลักจากตะวันออกไปตะวันตกถึงเมืองใต้หยวน (Taiyuan) แลนโจว (Lanzhou) ดูเจียงยัง (Dujiangyan) เลชาน (Leshan) ผ่านเมืองเช็งดู (Chengdu) สายใต้สุด จากนครเซี่ยงไฮ้ ลงไปสุดทางที่คุนหมิง (Kunming) ใกล้ชายแดนพม่าและไทย        สถานีใหญ่ๆ จะถูกเชื่อมด้วยรถไฟความเร็วสูงของแต่ละชุมชนเมือง รวมระยะทางมากกว่า 16,000 กิโลเมตร        เส้นทางเหล่านี้จะใช้สำหรับขนผู้โดยสารเท่านั้น ถูกออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็ว ระหว่าง 250 ถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศและชุมชน        บางสาย เช่นเส้นทางระหว่างกรุงปักกิ่งและเมืองเทียนสิน (Tianjin) ได้เปิดวิ่งรับส่งผู้โดยสารตั้งแต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิค โดยใช้เวลา 30 นาที ต่อระยะทาง 350 กิโลเมตร มีผู้โดยสารใช้บริการแล้ว 13 ล้านคน เฉลี่ยวันละ 45,000 คน    

   ณ วันนี้ มีงานก่อสร้างการขนส่งระบบรางและรถไฟความเร็วสูงพร้อมๆ กันหลายแห่งทั่วประเทศ เมื่อเสร็จแล้วจะมีการทดลองเปิดใช้เป็นระยะของแต่ละช่วงของสาย และปลายปีนี้มีสายตะวันออก ตะวันตก ช่วงระหว่างเมืองเซ็งโจว (Zhengzhou) และชีอาน (Xi an) จะเสร็จเปิดทดลองวิ่งได้ ไล่ๆ กันกับช่วงระหว่าง เมือง ซูโจว (Xuzhou) และเมืองลันโจว (Lanzhou) และ ช่วงระหว่างกรุงปักกิ่งกับเมืองกวางโจว (Guangzhou)         ใน ค.ศ.2012 มีกำหนดเปิดสถานีรถไฟความเร็วสูงพร้อมๆ กันจำนวน 804 สถานีมีสายหลักที่คาดว่าจะรับภาระขนผู้โดยสารมากเป็นเส้นทางระหว่างนครเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่ง เป็นระยะทาง 1318 กิโลเมตร นั้นได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ค.ศ.2008 ถือเป็นงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่มีมูลค่าที่สุดของจีนและของโลกที่งบฯ 220.9 พันล้านหยวน        โครงการสายนี้ออกแบบไว้ให้วิ่ง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสามารถลดเวลาการเดินทางจากปัจจุบัน 10 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 5 ชั่วโมง ถือเป็นสายหลัก (Trunk Line) ของประเทศเส้นหนึ่งที่มีผู้ใช้บริการทั้งการขนส่งสินค้าและโดยสารเป็นจำนวนมาก     

ในแผนการออกแบบและก่อสร้างของรถไฟความเร็วสูงนั้นได้มีข้อกำหนดให้มีการเชื่อมต่อส่งผู้โดยสารกับเส้นทางของสายระยะสั้นของชุมชนหนาแน่น ตัวอย่างของเมืองในกลุ่มลุ่มน้ำแยงซี (Yangtze River Delta) เช่น นานจิง เซี่ยงไฮ้ และหางโจว นอกเหนือไปจากข้อกำหนดอื่นที่ให้มีการส่งต่อผู้โดยสารที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็วเชื่อมต่อการขนส่งระบบย่อยอื่นๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคุมราคาก่อสร้างได้ คุ้มค่าต่อการใช้งาน      

รถไฟความเร็วสูงจากสถานีเซี่ยงไฮ้ จะเข้าสู่ชุมทางที่ชานชาลาส่วนใต้ของสถานีกรุงปักกิ่ง (Beijing South) ซึ่งมี 24 ชานชาลาอยู่ที่ชั้นพื้นดิน บนสุด ชั้นที่ 5 ของสถานี เป็นที่จำหน่ายบัตรและที่พักผู้โดยสาร จุได้ 4000 คน ที่มีอาคารจอดรถและใต้ดิน 2 ชั้นสำหรับชานชาลารถไฟฟ้าเมโทรที่วิ่งในเมือง มีพื้นที่ 400,000 ตารางเมตร เมื่อเสร็จจะสามารถส่งต่อผู้โดยสารให้การขนส่งมวลชนทุกระบบ รวมไปถึงผู้โดยสารไปสนามบิน (Hongqiao Airport) ด้วย         รถไฟความเร็วสูงสายเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่งนี้ จะใช้ขบวนรถที่มี 8 และ 16 ตู้ ทุกตู้มีมอเตอร์ขับเคลื่อนได้ (high speed emus) มีอุปกรณ์สำหรับค้างคืน กำหนดรับรถเข้าประจำการ 800 ตู้ใน ค.ศ.2012 ปัจจุบันงานก่อสร้างอู่เก็บรถและซ่อมบำรุงทั้ง 4 แห่ง ในกรุงปักกิ่ง เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองวูแฮน (Wuhan) และเมืองกวางโจว (Guangzhou) ได้เสร็จเรียบร้อย พร้อมดำเนินการปฏิบัติแล้ว  

(http://www.thaismeplus.com/article-339,2553,12,10)

2010年12月8日星期三

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)


(http://www.pattayadailynews.com/th/wp-content/uploads,2553,1206)
(一)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)
AEC คืออะไร
อาเซียนให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง หลังจาก
การดำเนินการไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ได้บรรลุ
เป้าหมายในปี 2546 ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ได้
เห็นชอบให้อาเซียนกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN
Economic Community: AEC) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic
Community: EEC) และให้อาเซียนปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2546 ผู้นำอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ Bali Concord II
เห็นชอบให้มีการรวมตัวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ภายในปี 2563 และให้เร่งรัด
การรวมกลุ่มเพื่อเปิดเสรีสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขา (priority sectors) ได้แก่ การท่องเที่ยว การบิน
ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร ประมง เทคโนโลยีสารสนเทศและ
สุขภาพ
เป้าหมายของ AEC
อาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ภายในปี 2563 (ค.ศ.2020) โดยมี
แนวคิดว่าอาเซียนจะกลายเป็นเขตการผลิตเดียว ตลาดเดียว หรือ Single market and production base นั่นหมายถึง
จะต้องมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี สามารถดำเนินกระบวนการผลิตที่ไหนก็ได้ โดยสามารถ
ใช้ทรัพยากรจากแต่ละประเทศ ทั้งวัตถุดิบและแรงงานมาร่วมในการผลิต มีมาตรฐานสินค้า กฎเกณฑ์
กฎระเบียบเดียวกัน
แนวทางดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การเป็น AEC
การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับไทยในอีก 8 ปี
ข้างหน้า ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งนี้ การดำเนินงานเขตการค้า
เสรีอาเซียน (AFTA) ที่ผ่านมา 15 ปี ถือว่าประสบผลสำเร็จพอสมควร เห็นได้จากปริมาณการค้าภายใน
อาเซียนที่ขยายตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในด้านการลงทุนยังไม่บรรลุผล เนื่องจากปริมาณการลงทุนทั้งจาก
ภายในและภายนอกอาเซียนยังอยู่ในระดับต่ำมาก
นอกจากนี้ ประเทศจีนและอินเดียเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค และเป็นแหล่งดึงดูดในด้าน
เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนแต่ละประเทศ ที่มีเศรษฐกิจเล็กมาก จึงมีความจำเป็น
ที่อาเซียนจะต้องเร่งดำเนินการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในเพื่อไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
2
ในลักษณะเดียวกับ EU โดยจะต้องจัดทำแผนงานและดำเนินการตามอย่างเคร่งครัด และจำเป็นต้องมี
กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก
ความจำเป็นที่อาเซียนต้องเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายใน ก็เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ
ในการแข่งขันให้กับอาเซียนเอง และเพื่อสร้างให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางภายในภูมิภาค คานอำนาจของประเทศ
อื่นๆ ภายในภูมิภาคที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างเช่น จีน และอินเดีย ทั้งนี้ อาเซียนได้ตกลงที่จะเปิดเสรีด้านการค้า
สินค้าและการค้าบริการให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม ในสาขาสินค้าและบริการสำคัญ 11 สาขา เพื่อเป็นการ
นำร่อง และส่งเสริมการ outsourcing หรือการผลิตสินค้า โดยใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในอาเซียน
ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่การเป็น AEC และได้มอบหมายให้ประเทศต่างๆ ทำหน้าที่
รับผิดชอบเป็นผู้ประสานงานหลัก (Country Coordinators) ดังนี้ พม่า สาขาผลิตภัณฑ์เกษตร (Agro-based
products) และสาขาประมง (Fisheries) มาเลเซีย สาขาผลิตภัณฑ์ยาง (Rubber-based products) และสาขาสิ่งทอ
(Textiles and Apparels) อินโดนีเซีย สาขายานยนต์ (Automotives) และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้ (Wood-based
products) ฟิลิปปินส์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) สิงคโปร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN)
และสาขาสุขภาพ (Healthcare) ไทย สาขาการท่องเที่ยว (Tourism) และสาขาการบิน (Air Travel)
(二)ASEAN +3 กับ ASEAN+6 คืออะไรคะ?
มันคืออะไรที่แสดงตัวประเทศไทยบนเวทีอาเซียน
+3 : จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสมาชิกอาเซียน
+6 : ออสเตเรีย อินเดีย นิวซีแลนด์ (รวมบวกสาม และสมาชิกอาเซียนด้วยนะ)

ถ้าคุณไปปิดล้อมการประชุมอีก มันจะพอๆกับการปิดล้อมสนามบิน

หรือไม่ อาจมากกว่านั้นซะอีก

จะไปปิดอะไรไม่ว่า จะไปปิดบ้านลิ้ม ผมไม่ว่า
บ้านเนวิล เชิญเลยผมไม่ว่า(คนอะไร น่าจะไดรางวัลตุ๊กตาทอง ตีสองหน้า ย้ายข้าง รีดน้ำตาและแพล่มได้เก่งจริงๆ)

แต่ขอร้อง อาเซียน กับสนามบิน อย่าเลยนะครับ
การบินไทยจะเจ๋งเอานะครับ ถ้าคนไม่เข้าประเทศเพิ่มขึ้น
ถ้านับวันนักท่องเที่ยวยิ่งลด คุณเตรียมหา low cost ขึ้นได้เลย
(http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1287620,2553,12,06)

2010年11月30日星期二

การรู้จักหนังสือ"ยี่จิง(易经 Yi Jing)"

       หนังสือ  ยี่จิง เราส่วนใหญ่นึกว่าเป็นหนังสือเสี่ยงทาย แต่จริงฯแล้วยี่จิงรวมทั้งปราชญ์ การเมือง ประวััติศาสตร์  กาารทหานและปประเพณีฯ
จริงฯแส้วยี่จิงมมี3ส่วนทั้งหมด3เล่มคือ เหลียนชาน(Lian Shan《连山》)、โกวจ้าง(GuiZang《归藏》)และโจวยี่(ZhouYi《周易》แต่หนังสือเหลียนชานกับโกวจ้าง 2เล่มนื้ ไม่ได้สืบทอดกันมาแค่เลือกโจวยี่ได้สืบทอดถึงตอนนี้    ทีนี้เราว่าถึงโจวยี่ส่วนใหญ่คือโจวยี่
        หนังสือยี่จิงการเขยียนขึ้นประมาณก่อนคริสต์ศักราช1066-256  แต่พอถึงก่อนคริสต์ศักราช475(ก็คือ"โจวโชว")จึงได้เปิดเผยแพร่ แล้วประชาชนจีนชึ่งได้รู้ว่าหนังสือยี่จิงคือหนังสือแบบใหน
        ทีนี้จริงๆแล้วคนจีนยังงแลปไม่หมดทั้งเล่มยี่จิง ดังนั้นเพื่อให้ห่างไกลหนังสือเล่มนี้มีภูมิปัญญาของคนโบราณได้รับการลึกลับมาก เพราะของที่มีหลายคนด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งไม่สามารถจะแตกเพื่อให้ห่างไกล
          
      


                                 
                                         (รูปภาพโป็ยก่วยของยี่จิง易经八卦图)

2010年11月13日星期六

ปัญหาของการขนส่งผู้โดยสาร

 ความหมายของการขนส่งผู้โดยสาร
           ต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญอยู่ 3 ประการคือ
         1.3.2.1  เป็นกจิกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายบุคคลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
         1.3.2.2  เป็นการเคลื่อนย้ายที่ต้องกระทำด้วยอุปกรณ์การขนส่ง
         1.3.2.3  เป้นการเคลื่อนย้ายที่ต้องเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลผู้ที่ต้องการขนส่ง

ประเภทของการขนส่งผู้โดยสาร  แบ่งได้ 4 ประเภทใหญ่ ๆ
     1.8.1  การขนส่งผู้โดยสารด้วยรถยนต์
     1.8.2  การขนส่งผู้โดยสารด้วยรถไฟ
     1.8.3  การขนส่งผู้โดยสารด้วยเรือ
     1.8.4  การขนส่งผู้โดยสารด้วยเครื่องบิน 

ปัญหาของการขนส่งผู้โดยสาร
     ปัญหาของการขนส่งผู้โดยสารที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
     1.6.1 ปัญหาอากาศเป็นพิษ
     1.6.2 ปัญหาน้ำเป็นพิษ
     1.6.3 ปัญหาเสียงรบกวน
     1.6.4 ปัญหาการจราจรติดขัด
     1.6.5 ปัญหาอุบัติเหตุ
     1.6.6 ปัญหาการลงทุน

 

2010年11月3日星期三

ความหมายของ Logistics

โลจิสติกส์ หรือ ลอจิสติกส์ (อังกฤษ: logistics) เป็นระบบการจัดการการส่งสินค้า ข้อมูล และทรัพยากรอย่างอื่นจากจุดต้นทางไปยังจุดบริโภคตามความต้องการของลูกค้า โลจิสติกส์เกี่ยวข้องกับการผสมผสานของ ข้อมูล การขนส่ง การบริหารวัสดุคงคลัง การจัดการวัตถุดิบ การบรรจุหีบห่อ โลจิสติกส์เป็นช่องทางหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มมูลค่าของการใช้ประโยชน์ของเวลาและสถานที่

ที่มาของคำ
คำว่า โลจิสติกส์ (logistics) มาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า logistique ที่มีรากศัพท์คำว่า โลเชร์ (loger) ที่หมายถึงการเก็บ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการขนส่งสินค้าทางการทหาร ในการส่งกำลังบำรุง ทั้งเสบียง อาวุธ กำลังพล เพื่อสนับสนุนการรบ หรือ กิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ จากอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง อาจมีการจัดเก็บระยะเวลานานหรือระยะเวลาชั่วคราว เช่น เอกสาร สินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และอื่น ๆ

กิจกรรมที่สำคัญของโลจิสติกส์
  1. Order management/Customer service คือ การจัดการการรับหรือส่งสินค้า และ การบริการลูกค้า
  2. Packaging คือ การคัดเลือกบรรจุภัณฑ์เพื่อมาใช้บรรจุสินค้า
  3. Material handling คือ การขนถ่ายวัสดุภายในโรงงาน หรือ ในคลังสินค้า
  4. Transportations/Mode of transportations (Domestic & International) คือ การขนส่งสินค้าระหว่างสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
  5. Warehouse management (Layout, locations, control technology/equipment, facility) คือ การจัดการคลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการวางผังสินค้า หรือ สถานที่ ที่จะตั้งคลังสินค้า
  6. Inventory control systems (Qty)/ material management คือ ระบบในการบริหารสินค้าคงคลัง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนหรือกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. Supplier management/material management คือ การบริหารจัดการผู้ผลิตวัตถุดิบให้เรา(Supplier) เพื่อให้ได้ วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และ เพียงพอต่อความต้องการในเวลาที่เหมาะสม
  8. Distribution center/distribution hub คือ การกำหนดแหล่งที่ตั้งในการกระจายสินค้า เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง
  9. Manufacturing/production control คือ ระบบควบคุมการผ

(รูปภาพทั้งหมดจาก:www.googel.com)

 แนวคิด

โลจิสติกส์ มีศาสตร์แขนงต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ศาสตร์ โดยจะมีมุมมองที่ต่างๆกัน ดังนี้
  1. วิศวกรรมศาสตร์ ซึ่ง ในส่วนวิศวกรรมศาสร์นี้จะมีสาขาที่เกี่ยวข้อง คือ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ(Industrial Engineering) และ สาขาวิศวกรรมโยธา(Civil Engineering)โดยสาขานี้จะคำนึงถึงกิจกรรมในการเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นหลัก เพื่อให้การขนส่งสินค้านั้น มีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง หรือ เวลาในการขนส่งให้น้อยที่สุด
  2. บริหารธุรกิจ ซึ่ง สาขานี้จะมองในเรื่อง ของการขนส่งระหว่างประเทศโดยจะพิจารณา ภาษี กฎหมาย ค่าระวาง นโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางด้านโลจิสติกส์ของแต่ละประเทศ และ การค้าระหว่างประเทศเพื่อนำมาประกอบ การวางแผนการขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ
  3. การจัดการสารสนเทศ ซึ่ง จะศึกษาในส่วนของ software และ hardware นำมาควบรวมกันเป็น solution หรือ บริการ ที่จะช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทาง โลจิสติกส์มีความคล่องตัวมากขึ้น (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2553,0811)