2011年1月24日星期一

การขนส่งผู้โดยสันและการท่องเที่ยวที่เมือง Lahsa(拉萨)


แผนที่ของเมืองลาซา





 ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของเมืองลาซา

  •      เมืองลาซา เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบต เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน คำว่า "ลาซา" ในภาษาทิเบตหมายความว่า "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "พุทธสถาน"
  •      เมืองลาซา (拉萨) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเองทิเบต ในภาคตะวันตกของจีน บริเวณตอนกลางของที่ราบสูงทิเบต ค่อนไปทางทิศเหนือของเทือกเขาหิมะลัย ในแถบชายฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำลาซาซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำหยาหลู่จั้งปู้ เจียง  
  •      ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ลาซา เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและศาสนาของทิเบต พระราชวังโปตาลาที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองลาซาอย่างสง่างามนั้น เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแห่งหิมะกระทั่งรวมถึงทั่วทั้งที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต พระตำหนักที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลสูงสุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ของทิเบต   
  •        เมืองลาซามีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ของตน มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง เมืองลาซารูปลักษณ์ใหม่โดยถือเอาพระราชวังโปตาลาและถนนแปดเหลี่ยมเป็นใจกลาง เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ของที่ทำการไปรษณีย์ อาคารสำนักข่าว โรงแรมลาซา โรงแรมทิเบต และสิ่งก่อสร้างที่เป็นสไตล์ทิเบตและรูปแบบใหม่

      บนถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนจากพื้นที่ต่างๆ ของทิเบต หลายคนยังคงสวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองของชนเผ่าทิเบต กงล้อมนตราในมือและลูกประคำที่ถืออยู่ตลอดแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้ซึมซับ อยู่ในวิถีชีวิตของชาวทิเบต การได้ร่วมฉลองปีใหม่กับชาวทิเบตตามปฏิทินทิเบต และได้เที่ยวเทือกเขาหิมะน้ำแข็ง ทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสชีวิตที่แตกต่างอย่างได้อรรถรส
 การเดินทางไปถึงเมืองลาซาใช้ได้ 3 วิธี  
 

แหล่งท่องเที่ยวในเมืองลาซา
วังโปตาลา(
Potala Palace )สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่7 ตอนนั้นเรียก"วังภูเขาแดง"ต่อมาค่อยๆทรุดโทรมลงพร้อมกับราชวงศ์ถู่ปอ จึงถูกทิ้งไว้เรื่อยมา เมื่อศตวรรษที่17 ทะไลลามะองค์ที่5ได้ทรงสร้างวังที่สง่างามบนฐานของวังภูเขาแดง เรียกว่า"วังโปตาลา" 



               จากนั้น วังโปตาลาก็กลายเป็นศูนย์การเมืองและศาสนาของทิเบตมาโดยตลอด เมื่อปี1994 องค์การยูเนสโก้จัดให้วังโปตาลาอยู่ในรายชื่อ"มรดกวัฒนธรรมโลก"ด้วยศิลปะสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สง่างามของชนชาติทิเบตและโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ตลอดจนของล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เก็บรักษาไว้ในวัง
      หออัญมณี ดังกล่าวตั้งอยู่ในเมืองหิมะที่อยู่ด้านล่างตรงหน้าวังโปตาลา พื้นที่ก่อสร้างกว่า 2,000 ตารางเมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ค่าก่อสร้างกว่า 10 ล้านหยวน 
        วัตถุโบราณที่จัดแสดงในหอฯ ที่สำคัญจะเป็นของพุทธศาสนาสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) เช่น คัมภีร์ฉบับภาษาทิเบต ตังกาที่เป็นผลิตภัณฑ์เย็บปักถักร้อย พระพุทธรูป ฯลฯ ซึ่งหาพบได้ยาก
        บนภูเขาแดงของเมืองลาซา(Lhasa) เมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีวังโปตาลาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกตั้งเด่นตระหง่าน เพื่ออนุรักษ์วังศักดิ์สิทธิ์ในใจของประชาชนทิเบตแห่งนี้

     

  1. การเลือกนั่งรถยนต์ ได้ โดยสะดวกกว่ายางพาหนะอื่น
  2. การเลือกนั่งรถไฟเส้นทางได้จาก Cheng Du ไป Lahsa ;Xining ไป Lahsa ;  Guangzhou  ไป Lahsa ;  Shanghai  ไป Lahsa
  3.  การเลือกนั่งเครื่องบินไปถึงเมือง Lahsa

ข้อมูลเกี่ยวกับเมือง Lhasa จีน เขตปกครองตนเองทิเบต
  • ดวงอาทิตย์ขึ้น ณ เวลา 08:50โมงเช้า
  • ดวงอาทิตย์ตก ณ เวลา 19:25โมงเย็น
  • แลตติจูด เท่ากับ 29° 40’ N
  • ลองจิจูด เท่ากับ 91° 08’ E
  • ตั้งอยู่ในเขตเวลา China Standard Time
  • เวลามาตรฐานที่แตกต่างเมื่อเทียบกับ UTC/GMT เท่ากับ +8 ชั่วโมง
  • ไม่มีการใช้เวลาออมแสง
  • เขตเวลาชดเชยในปัจจุบันคือ +8:00
  • รหัสเมือง 5 หลักของ Lhasa คือ CNLXA
ข้อมูลสกุลเงิน จีน:
  • รหัสสกุลเงิน CNY
  • ชื่อสกุลเงิน Yuan Renminbi

2011年1月5日星期三

ทำไมคนไทยถึงเรียกชื่อชาติอื่น จีน ญี่ปุ่น พม่า กัมพูชา ฝรั่งเศส แตกต่างจากภาษาอังกฤษ


ทําไมคนไทยถึงเรียกประเทศไชน่า ว่า จีน เรียกเจแปน ว่า ญี่ปุ่น เรียก เมียนม่าร์ ว่า พม่า เรียก แกมโบเดียน ว่า กัมพูชา เรียกฟรานซ์ว่าฝรั่งเศส

ตอบ เริ่มจากชาติแรก การเรียก ไชน่า-China ว่า จีน มีคำอธิบายจากนักเขียน-นักแปล โชติช่วง นาดอน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ว่า ชาวไทยในแหลมทองรู้จักคำว่าจีนมานานแล้ว ในโคลงเรื่อง ท้าวฮุ่งหรือเจือง ตอนที่กล่าวถึงดินแดนต่างๆ ก็แยกชัดเจนระหว่างจีนกับฮ่อ และสำหรับชาวไทย ใช้คำ จีน-Cina-Chine-China แพร่หลายมากที่สุด
ตำราเรียนและหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป เขียนตามสมมติฐานที่ว่า ชื่อประเทศจีน มาจากชื่อรัฐ ฉิน ของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวง) สำหรับชื่อที่ต่างชาติเรียกจีน ว่า จีน มาจากคำ จีนะ ซึ่งพบในอักษรสันสกฤตโบราณด้วย
อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ เรียกจีนว่า จีนะ แล้วแพร่หลายถึงยุโรป กระทั่งเรียกประเทศจีนว่า China สืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ ขณะที่เอกสารของกรีกและโรมัน มีคำเรียกประเทศจีนอีกคำหนึ่งว่า Serice อธิบายกันว่าหมายถึงประเทศแห่งผ้าไหม และเรียกชาวจีนว่า Seree
ส่วนกลุ่มประเทศมุสลิมยุคนั้นเรียกจีนว่า Temghaj, Tomghaj, Tohgaj ซึ่งเชื่อว่ามาจาก สกุลของฮ่องเต้ราชวงศ์เป่ยเว่ย (ค.ศ.386-534) ที่ภาษาจีนเรียกว่าถาป๋า

2.เรียก เจแปน-Japan ว่า ญี่ปุ่น เว็บไซต์อุทยานการเรียนรู้ต้นแบบ (TK Park) มีข้อมูลว่า คำว่า ญี่ปุ่น ไทยรับจากคนจีน
เช่น ภาษาแต้จิ๋ว เรียกว่า หยิบปึ้ง ภาษากวางตุ้งเรียก ยาตปุน ภาษาฮกเกี้ยนเรียก ยิต-ปุน ยังมีเรียก ยื่อเปิ่น ด้วย คนไทยฟังไม่ชัดเลยมาเป็นญี่ปุ่น ส่วนคำว่า เจแปน พวกโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายทางเอเชียตอนแรกๆ เรียกตามภาษาจีนท้องถิ่นโดยเพี้ยนเป็น จาปอง
3.เรียก เมียนมาร์-Myanmar ว่า พม่า ราชบัณฑิตยสถานอรรถาธิบายว่า พม่าเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการมาแล้วหลายครั้งหลังจากได้รับเอกราช พ.ศ.2491 ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Union of Burma คือ สหภาพพม่า
จนถึง พ.ศ.2503 ได้เปลี่ยนใช้ว่า The Socialist Republic of the Union of Burma ราชบัณฑิตยสถานและกระทรวงการต่างประเทศจึงกำหนดชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า โดยที่พม่าใช้ชื่อนี้จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2531 ก่อนเปลี่ยนกลับไปใช้ The Union of Burma
กระทั่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น The Union of Myanmar คำว่า Myanmar เมื่อถอดอักษรโรมันเป็นอักษรไทย ออกเสียงตามตัวเขียนว่า มยันมาร์ หรือ มยันม่าร์ แต่พม่าไม่มีเสียงพยัญชนะ ร และ ง ถ้าคำใดมี ร และ ง จะออกเสียงเป็น ย และ น แทน เช่น ร่างกุ้ง เป็น ยานกูน หรือ อิระวดี เป็น อิยาวดี เป็นต้น
คำ Myanmar ถอดตามตัวเป็นอักษรไทยเป็น มรันมา ขณะที่เจ้าของภาษาออกเสียงฟังได้ทั้ง เหมี่ยนหม่า และเมียนม่า กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศหารือกับราชบัณฑิตยสถานว่าสมควรจะกำหนดการเรียกชื่อประเทศพม่าที่ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการนี้อย่างไร ราชบัณฑิตยสถานโดยคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยเห็นว่า คนไทยรู้จักและมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศนี้ในชื่อว่า พม่า มาแต่โบราณกาล จึงเห็นควรให้เรียกชื่อนี้อย่างเป็นทางการว่า สหภาพพม่า ตามที่เคยใช้มาแต่เดิม
4.เรียก แกมโบเดีย-Cambodia ว่า กัมพูชา อาจารย์ศานติ ภักดีคำ ภาคภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า เราเรียกชื่อประเทศเพื่อนบ้านเราตามเอกสารโบราณสมัยอยุธยา ซึ่งก็มีการบันทึกว่ากรุงกัมพูชาแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ปัจจุบันชื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรในภาษาอังกฤษ แต่ประเทศกัมพูชาที่ไทยเรียกก็จะคงอ่านตามรูปคำเขียนโบราณที่มีบันทึกอยู่ในอดีตที่เราคุ้นเคย
5.เรียก ฟรานซ์-France ว่า ฝรั่งเศส โดยที่ ฝรั่งเศส เรียกประเทศตัวเองว่า ฟร้องซ์ คนฝรั่งเศสผู้ชายหรือภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ฟรองเซส์ (เพศหญิง เรียก ฟรองแซส Francaise) คำเรียก ฝรั่งเศส ของเราออกตามเสียงอ่านแบบฝรั่งเศส


   ที่มา (http://www.pattanakit.net/index.  05,01,2554)

อีกบทความที่หมดกับเราถามไว้

คำว่า ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน คำเหล่านี้มาจากไหน?
 
           เคยสังเกตุไหมครับว่า ที่เราเรียกชาวยุโรปและอเมริกาว่าฝรั่ง ซึ่งคนเหล่านั้นเขาก็ไม่ได้เรียกตัวเขาเองว่าฝรั่ง หรือญี่ปุ่นและจีน เขาก็ไม่ได้เรียกตัวเขาเองว่าญี่ปุ่นหรือจีน มีท่านใดทราบที่มาแห่งคำเรียกขานนี้ไหม

คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต

๓ คำถามนะคะ ตอบไล่ไปทีละข้อนะคะ

ฝรั่ง ไม่เรียกตัวเองว่าฝรั่ง ฝรั่ง เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชนผิวขาว ที่มาจากทวีปอเมริกาเหนือ - ใต้ ทวีปยุโรป และออสเตรเลีย จะตาน้ำข้าวหรือนัยน์ตาสีอื่นใด จะผมทองหรือผมสีอื่นก็ตาม คำว่า ฝรั่ง มีที่มาจากภาษาอาหรับ ว่า ฟารานจิ [Faranji] แล้วแผลงเป็น ฟิริงกิ [Firingi} ในภาษาเปอร์เซีย แต่การเรียกฝรั่งว่าฝรั่งของคนไทยเป็นการเรียกตามอย่างที่คนอินเดียเรียกฝรั่งว่า ฟรังคีสมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือคำแปลปาฐกถาเรื่อง "คติของฝรั่งที่เข้ามาเมืองไทย ความว่า"ชาวยุโรปแรกมาอยู่ในประเทศสยาม มีแต่โปรตุเกสชาติเดียวตลอดเวลาเกือบร้อยปี แต่ไทยเรียกฝรั่งตามอย่างชาวอินเดีย ซึ่งเรียกชาวยุโรปไม่ว่าชาติใด ๆ ว่า "ฟรังคีส" ไทยจึงเรียกว่า "ฝรั่ง" ทั้งยุโรปและอเมริกามาจนทุกวันนี้"

           คนจีนก็ไม่เรียกตัวเองว่าจีน ในภาษาจีนกลาง เรียกประเทศว่า จงกว๋อ 中国 คนจีนเรียกตัวเองว่า จงกว๋อเหริน 中国人แต้จิ๋ว เรียกประเทศว่า ตงก๊ก เรียกตัวเองว่า ตงนั้ง หรือตึ่งนั้ง แปลเหมือนกัน ว่า คนกลาง และ ประเทศกลาง เป็นการเรียกตัวเองโดยถือคติเดียวกับที่คนอินเดียเรียกประเทศตัวเองว่า มัธยมประเทศ คือให้ความสำคัญกับประเทศตัวเองและเผ่าพันธุ์ของตัวเองน่ะค่ะ
ข้อมูลจาก สารานุกรมไทย อธิบายว่า คำว่าจีนนั้น ไม่ได้มาจากราชวงศ์จิ๋น หรือจิ๋นซี แต่มีที่มาจากคำว่า จีนะ หรือ จีนา เป็นคำภาษาสันสกฤตที่ใช้เรียกจีน มีปรากฏในเอกสารเก่าแก่ต่าง ๆ เช่น
-คัมภีร์มานวธรรมศาสตร์
- กาพย์มหาภารตะ (ราวพ.ศ.๘๕๗ )สมัยราชวงศ์เซียง (ก่อนพ.ศ. ๑๒๒๓ - ก่อนพ.ศ.๕๘๐) ซึ่งมาก่อนราชวงฉิน หรือจิ้น (พ.ศ. ๒๙๗ - ๓๑๖) มีคำว่า จีน ใช้อยู่ก่อนแล้ว กว่าพันปี โดยสารานุกรมอธิบายว่า"กษัตริย์อินเดียเคยตรัสว่าพระองค์เคยกรีธาทัพหลวงขึ้นไปทางเหนือของประเทศอินเดีย พบดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรื่องมาก ประชาชนมีสติปัญญาดี จึงขนานนามดินแดนนั้นว่า จีน" ซึ่งพจนานุกรมสันสกฤต - จีน ของพระธรรมาจารย์หุ้ยอ้วง สมัยราชวงศ์ถัง ให้ความหมายคำว่า จีน จีนา นี้ ว่า "คิดค้น" เนื่องจากประชาชนของประเทศนี้เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น จึงได้ชื่อว่า จีน

       ต่อมาคำว่า ญี่ปุ่น คำนี้เป็นคำที่คนไทยเรียกทั้งคนและประเทศญี่ปุ่น เข้าใจว่า มาจากภาษาจีน ไทยเรียกตามเสียงที่คนจีนเรียกคน,ประเทศญี่ปุ่น แต่ออกเสียงให้มันง่ายตามลิ้นคนไทย ( ก็ออกเสียงแบบจีนมันยากนี่นา) 日本 จีนกลาง ออกเสียงว่า รื่อเปิ่น จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า ยิกเปิ่น คนไทยก็เลยเรียก ญี่ปุ่น ค่ะ
 
     ที่มา (http://th.answers.yahoo.com/question/index.  05,01,2554)